อินทราวุธ ที่ว่าทวารวดีบริเวณภาคกลางของไทยเป็นรัฐแรกที่รับวัฒนธรรมอินเดีย โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ เจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖๘๙ และอาจารย์ผาสุข ได้ให้ความสำคัญไปที่เมืองสำคัญสมัยทวารวดี ๓ เมือง คือ (๑)เมืองอู่ทอง (๒) เมืองนครปฐมโบราณ และ (๓) เมืองลพบุรี
ผู้วิจัยจึงเห็นว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดี อยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยแบ่งเป็น ๒ ระยะ กล่าวคือ ระยะแรกศูนย์กลางตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทองโบราณราวพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๒ และระยะที่สองตั้งอยู่ที่เมืองนครปฐมโบราณระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖
๒.๓ กำเนิดและการเข้ามาของพระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี
กำเนิดพระพุทธศาสนาในอินเดียโดยย่อ
มหากัสสปเถระเป็นประธานในการสังคายนาโดยเป็นผู้ซักถามในส่วนของพระธรรม๙๒ ได้พระอานนท์เป็นผู้ตอบคำถาม ในส่วนพระวินัยได้พระอุบาลีเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะด้านพระวินัย เป็นผู้นำในการตอบคำถาม การประชุมเพื่อทำสังคายนาครั้งประวัติศาสตร์นี้ดำเนินอยู่เป็นเวลา ๗ เดือนจึงเสร็จสิ้น ๙๓
กำเนิดพระพุทธศาสนาเถรวาท
จากการที่พระอรหันต์เถระได้กระทำปฐมสังคายนาดังกล่าวมา ก็ได้มีการรวบรวมคำสอนที่ลงมติที่เรียกกันว่า เถรวาท แปลว่าคำสอนที่วางไว้เป็นหลักการของพระเถระ (หมายถึงพระเถระ ๕๐๐ องค์ผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ) ดังนั้น พระพุทธศาสนาซึ่งถือตามหลักที่ได้สังคายนาครั้งแรกนี้เรียกว่าพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือพระธรรมวินัย ทั้งถ้อยคำและเนื้อความอย่างที่ท่านสังคายนากันไว้และทรงจำกันมาอย่างนั้น ถือตามนั้นโดยเคร่งครัด โดยใช้ภาษาบาลีรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่ตามที่ท่านได้สังคายนาไว้๙๔ เมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น จึงได้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยอีกหลายครั้ง ๙๕ ดังนี้
เกิดขึ้นมากพระอรหันต์๑,๐๐๐ องค์ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน ประชุมทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร มีพระเจ้าอโศกหรือศรีธรรมาโศกราช เป็นองค์ศาสนูปถัมภก์ใช้เวลา ๙ เดือน
ครั้งที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ ปรารภให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่งคงในลังกาทวีป พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูปเข้าร่วม มีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้ตอบ ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงอุปถัมภก์ ใช้เวลา ๑๐ เดือน
ครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ ปรารภพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวกคือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร และคำนึงถึงภัยในอนาคตที่ว่าสืบไปภายหน้ากุลบุตรจะถอยปัญญา จึงควรมีการจารึกพระธรรมวินัยลงในใบลาน พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ประชุมกันสวดซ้อมแล้วจารพุทธพจน์ลงในใบลาน ณ อาโลกเลณสถาน ในมลยชนบท ลังกาทวีป มีพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย เป็นศาสนูปถัมภก์
พระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี
ในการเดินทางมานั้น อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ ๑๐๐
11/07/2011
ในการเดินทางมานั้น อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ ๑๐๐ ได้สันนิษฐานว่า พระเจ้าอโศกมหาราชน่าจะทรงฝากพระโสณเถระกับพระอุตตรเถระให้เดินทางมากับนายเรือ และพ่อค้าพาณิชที่ท่าตามรลิปติ เช่นเดียวกับที่โปรดส่งพระมหินทเถระและพระสังฆมิตตาเถรีมายังลังกาทวีป หรือบางทีอาจทรงมอบหมายให้ผู้รู้ภูมิประเทศและรู้จักประชาชนแถบนี้ดี และเคยไปมาติดต่ออยู่ก่อนให้เป็นผู้กำกับนำมาด้วยก็ได้หรืออาจมีชาวอินเดียที่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ และเป็นที่นับถือยกย่องของประชาชนในถิ่นนี้ได้ติดต่อกันไว้ก่อน หรือบางทีอาจมีหัวหน้าในท้องถิ่นที่เคยไปอินเดียคอยต้อนรับอยู่ก็ได้ พระเถระทั้งสอง อาจใช้เวลาเดินทางแรมปีและมาขึ้นฝั่ง ณ เมืองท่าทางฝั่งทะเลตะวันตกแห่งใดแห่งหนึ่ง ตั้งแต่อ่าวเมาะตะมะลงไปจนท้องที่จังหวัดตรัง
อาจารย์ผาสุข อินทราวุธ ๑๐๑ ได้ค้นพบหลักฐานว่า ที่เมืองอู่ทองมีร่องรอยการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับอินเดียตั้งแต่สมัยราชวงศ์โมริยะ-ศุงคะ(พุทธศตวรรษที่๓-๕) และเป็นเมืองร่วมสมัยกับชุมชนโบราณที่บ้านดอนตาเพชร เจริญสืบต่อมาจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญในสมัยอินโด-โรมัน(พุทธศตวรรษที่๖-๙) จนถึงสมัยคุปตะ(พุทธศตวรรษที่๙-๑๑) และสมัยหลังคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓)
ทวารวดีและความสัมพันธ์กับภาคต่าง ๆ
11/07/2011
๒.๔ ทวารวดีและความสัมพันธ์กับภาคต่าง ๆ
ประเทศไทยสมัยโบราณ มีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรหรือกลุ่มบ้านเมืองต่าง ๆ อยู่ในช่วงเวลานั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ในทางการปกครองกลุ่มอาณาจักรจะแยกเป็นอาณาจักรพนมหรือฟูนัน อาณาจักรเจนละ อาณาจักรทวารวดี และอาณาจักรศรีวิชัย ๑๐๔ ก็ตาม ต่อมาประเทศไทยสมัยทวารวดีก็ได้มีอำนาจแผ่คลุมไปทั่วอาณาจักรเหล่านั้นด้วย
ทวารวดีถือได้ว่า มีความสัมพันธ์เป็นอย่างดีทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับกลุ่มเมืองทั้งบริเวณชายขอบทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ในขณะที่ทางเหนือและทางตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีความสัมพันธ์กับกลุ่มเมืองหรือรัฐร่วมสมัยอีกหลายกลุ่ม มีเมืองละโว้ ศรีเทพ บริเวณลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก วัฒนธรรมทวารวดี มีพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นหลักได้แพร่หลายจากทวารวดีผ่านเมืองสำคัญเหล่านี้ขึ้นไปทั้งทางเหนือและภาคอีสาน เป็นการ บูรณาการทางวัฒนธรรมที่สำคัญแก่บ้านเมืองร่วมสมัยที่เป็นรัฐใหญ่-น้อย แก่ผู้คนหลากเผ่าพันธุ์ให้มีความคล้ายคลึงกัน จนกล่าวได้ว่า ดินแดนประเทศไทยเป็นบ้านเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำคัญมาแต่โบราณ ๑๐๕ เพราะพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่มีพลังในการรวมเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติที่หลากหลาย ให้มีความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและร่วมกันพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรือง๑๐๖ จึงกล่าวได้ว่า เมืองทวารวดีได้มีความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกับกลุ่มเมืองที่ติดต่อกันอยู่อย่าง
เส้นทางที่ใช้ในการติดต่อระหว่างกันภายในแว่นแคว้น เป็นเส้นทางใช้ไป-มา ระหว่างดินแดนสองฝั่งโขงทางอีสาน กับบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีอย่างน้อย ๒ ทางคือ ๑๐๘ทางแม่น้ำน่าน ผ่านจังหวัดน่าน เลยอุตรดิตถ์ กับ พิษณุโลก และทางแม่น้ำป่าสัก ผ่านต้นลำน้ำชีที่ชัยภูมิ กับต้นน้ำมูล ที่นครราชสีมา ลงมาทางเพชรบูรณ์ (เมืองศรีเทพ) กับทางลำนารายณ์-ชัยบาดาล (เมืองละโว้) ทำให้ความสัมพันธ์ของทวารวดีที่มีต่อแคว้นและบ้านเมืองต่าง ๆ เป็นไปอย่างกว้างขวางและทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ประเพณี ดังที่ได้พบหลักฐานที่ได้รับอิทธิพลสมัยทวารวดีมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ร่องรอยที่ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านโนนชัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หลักฐานการทำเหล็ก-สำริด เป็นอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการความเป็นอยู่ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑-๗ ๑๐๙
เมืองที่เป็นชุมชนพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง
11/07/2011
เมืองที่เป็นชุมชนพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง เช่น เมืองคงโคก หรือเมืองโบราณบ้านหลุบโมก อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นเมืองในเขตลุ่มแม่น้ำชี โดยเฉพาะที่เมืองเพียพบร่องรอยศาสนสถานมีใบเสมาล้อมรอบ หรือเนินดินที่มีใบเสมาปักเป็นเขตสังฆกรรมตามคติในพุทธศาสนา บริเวณภายในเมืองหรือในชั้นดินทางวัฒนธรรมที่ได้มีการขุดค้นแล้ว ก็มักจะพบประติมากรรมที่เป็นพระพิมพ์ พระพุทธรูป สถูป บางแห่งยังพบเสมาธรรมจักร สัญลักษณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย ๑๑๒
สรุปได้ว่า กลุ่มชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งชุมชนเมืองขึ้นมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑-๗ เป็นต้นมาและได้นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘ เป็นอย่างน้อย โดยมีความ สัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมกับภาคกลางของประเทศเช่นกัน และมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมแบบทวารวดีช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ โดยได้รับวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาไปจากภาคกลาง
